Ж : Burn My Shadow : Valentine Blood & Tears of Venus

posted on 14 Feb 2011 20:00 by greathonor

Ж

“ความรักคืออะไร...”

“คำมั่นสัญญา... ความเชื่อใจ”

  “ความอดทน การทุ่มเทเพื่อสิ่งที่สำคัญ”

“แล้วถ้าหาก... มันไม่ได้เป็นดังที่เราคาดหวังไว้ละ”

“หากมันกลับกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต”

 

“คุณจะทำอย่างไร...”

 

“หากความรักมันย้อนกลับมาทำลายตัวเราเอง...คุณจะทำอย่างไร”

“คุณจะยอมให้ความรักทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต...”

“หรือ...คุณจะทำลายความรักนั้นก่อน...”

“ทุบและซีกกระชากมัน”

“ด้วยความแค้น...”

“อาฆาต!!!”

 

 

...ผมจำไม่ได้แล้วครั้งสุดท้ายที่ผมเคยมีความรู้สึกดีๆกับความรักนั้น มันเมื่อไรกัน...  แต่มันก็คงไม่จำเป็นอีกแล้วละ เพราะผมไม่เชื่อใจมันอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทุ่มเทให้มัน...มันกลับเสียเปล่าไปจนหมด ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิต...และความเป็นมนุษย์ สำหรับวาเลนไทน์แล้ว ในสายตาของผมมันก็เป็นแค่วันงี่เง่าที่วันหนึ่งที่ไร้สาระ คู่รัก ดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต ช่างไร้สาระสิ้นดี ถึงแม้ว่าคนทั่วไปอาจจะไม่ได้มองอย่างที่ผมมอง แต่ถ้าหาก “สิ่งนี้” มันกลับมาทำลายคุณละ คุณจะทำยังไง ความรักอาจเป็นเหมือนกับของหวานที่น่าลิ้มลองอยู่เสมอไปสำหรับคนโง่เขลาไร้สติ แต่มันก็อาจกลายเป็นอาวุธที่สามารถทำลายทั้งร่างกายและจิตใจของเราได้อย่างง่ายๆ “สิ่งนี้”มันก็มีความอ่อนแข็งอยู่ในตัวของมันเหมือนกับหินอ่อนนั่นละ ใช้สิ่วใช้ค้อนค่อยๆสลักมันเบาๆ มันก็จะค่อยๆเปลี่ยนไปรูปร่างที่เราต้องการ แต่...ถ้าหากสลักแล้ว มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เราเกลียดชังที่สุดในชีวิตละ...

 

“เราจะทำลายมันด้วยน้ำมือของเราเองหรือไม่?”

 

...มันก็นานมากแล้วนะ สำหรับความทรงจำครั้งก่อนของชายหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เขาคนนั้นเป็นช่างแกะสลักและช่างปั้นที่มากด้วยความสามารถและเป็นความหวังสำคัญให้แก่งานศิลปะของฝรั่งเศส เขาอาศัยอยู่ในเมืองท่าทางใต้ของฝรั่งเศสและเปิดกิจการเล็กๆขึ้น ถึงแม้ว่าในตอนนั้นเขาจะยังไม่มีชื่อเสียงใดๆ แต่ชายคนนั้นก็ทำงานอย่างตรากตรำเพื่อต้องการให้ผลงานของเขาออกมาดีที่สุด ในทุกเช้าเขาจะไปที่ภูเขาซึ่งเป็นเหมืองหินอ่อนอยู่นอกเมืองและสกัดหินอ่อนพร้อมทั้งขนมันกลับมาที่สตูดิโอของเขาเอง เขาเป็นคนที่ร่าเริงและชอบยิ้มอยู่เสมอ จึงได้ฉายาจากชาวเมืองว่า “รอยยิ้มของเดวิด” จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่ทำให้ชีวิตของชายหนุ่มเปลี่ยนไปตลอดกาล... เขาได้พบกับหญิงสาวในชุดสีขาว ซึ่งเขาเองได้บรรยายไว้ว่า “ราวกับนางฟ้าที่มาปรากฏกายบนพื้นปฐพี” เขาตกหลุมรักเธอในทันที ชายหนุ่มผู้ซึ่งถูกครอบงำโดยความรักไม่อาจรู้เลยว่าสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้จะเต็มไปด้วยความเกลียดชัง กลิ่นคาวเลือดและความตาย...

 

 

“วีนัส กับ วัลแคน”

 

ผมเองผู้ซึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความรักและมันลึกมากเสียจน ผมพยายามทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมัน ประกอบด้วยความเชื่อใจ ศรัทธาและคำสัญญา... ผมได้เจอ “เธอ” ครั้งแรกที่ท่าเรือ กลิ่นไอของเกลือทะเล แสงแดดอ่อนๆ ทุกอย่างช่างประจวบเหมาะเสียจนผมนึกว่ามันเป็นความฝัน ตรงจุดนี้ผมขอไม่เอ่ยถึงชื่อของเธอแล้วกันเพราะมันไม่มีประโยชน์อันใด เธอเป็นคนอีตาลีจากเมืองฟลอเรนซ์ ตรงจุดนี้เองที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างเรา 2 คน ผมสนใจในศิลปะส่วนเธอสนใจในความงาม เรา 2 คนนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งตลอดทั้งวัน เธอบอกว่าเธอถูกทางบ้านส่งมาที่ฝรั่งเศสก็เพราะต้องการหาสูตรน้ำหอมคุณภาพดีเพื่อนำไปขายต่อในอิตาลี มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งของผมพอดี เขาเป็นลูกช่างทำน้ำหอมชื่อดังในแถบฝรั่งเศสใต้นี้ ตระกูลของเขาเป็นผู้ดีมีชาติตระกูลสูงและได้รับการสนับสนุนจากพวกนิยมกษัตริย์ พอมองย้อนกลับเธอเองก็เป็นลูกผู้ดีเหมือนกัน ลูกสาวจากตระกูลพ่อค้ามีชื่อ มันช่างแตกต่างจากผม ราวฟ้ากับเหวลึก ผมมันก็เป็นแค่ศิลปินจนๆคนหนึ่ง ผมบอกเธออย่างนั้น แต่เธอกลับยิ้มให้ผม ผมจึงพยายามปัดความเขินอายออกไปด้วยการเอ่ยถึงเพื่อนที่ทำน้ำหอม เธอเองก็ยังยิ้มให้กับความเขินอายของผม ผมยังจดจำรอยยิ้มนั้นได้จนถึงทุกวันนี้....

 

“เพื่อนสนิท” 

 

หลังจากนั้นไม่นานเราทั้งคู่ก็เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกัน เรากลายเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันและกัน หลังจากระยะเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เรา 2 คนได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้น เช่นว่า ผมเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย แต่เธอเป็นคนที่เข้มแข็ง หรือ ผมชอบความเงียบสงบ แต่เธอชอบครื้นเครง ความแตกต่างกันสุดขั้วที่เกิดขึ้นทำให้ดูเหมือนว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคน 2 คนที่อยู่ใกล้กัน แต่มันกลับผสมผสานกันอย่างลงตัว ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไประยะหนึ่งแล้ว ผมยังรู้สึกรักเธอเหมือนกับครั้งแรกที่เจอ แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่าเธอนั้นคิดยังไงกับผม ผมเองก็อยากจะถามเธอเหมือนกันว่าคิดอย่างไร แต่มันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยากลำบากเอาการเลยทีเดียวเพราะหากคำตอบที่กลับมามันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้แล้ว มันก็ยากที่จะมองหน้ากันให้ติดได้ ผมก็เลยวางแผนเหมาะๆไว้ ระหว่างนี้ผมกับเธอได้เดินทางไปยังบ้านของ “เพื่อนสนิท” ของผม ซึ่งเป็นโรงานผลิตน้ำหอมที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ จุดนี้ผมเองก็ขอไม่กล่าวถึงชื่อของ “เพื่อนสนิท” คนนี้เพราะ....

เพื่อนของผม มันเองมักพูดกับผมอยู่เสมอว่า ตัวมันเองไม่อยากเป็นเจ้าของกิจการน้ำหอม แต่อยากเป็นทหารกล้าเหมือนกับนโปเลียน ผมเองก็ได้แต่เออ ออ ไปกับความคิดของมัน มันเองเป็นเพื่อนรักของผมคนหนึ่ง ผมเองก็ไม่อยากให้มันเอาชีวิตอันแสนสุขสบายของตัวมันเองต้องไปจบลงในค่ายทหารแห่งใดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศสในอาณานิคมอันห่างไกล ทั้งนี้แล้วมันเองก็เคยมีคนรักคนหนึ่งแต่กลับต้องมาเสียชีวิตก่อนไว้อันควรเพราะจมน้ำ มันบอกว่ามันเห็นเธอจมน้ำต่อหน้าต่อตา แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย ผมเองก็เศร้าใจแทนมันมากอยู่เหมือนกันในเรื่องนี้... โดยปกติแล้วชีวิตประจำวันของผมเองมากกว่า 12 ชั่วโมงก็จะใช้เวลาอยู่กับนางฟ้าของผม มีอยู่ครั้งหนึ่งผมชวนเธอไปยังสตูดิโอของผม เธอดีใจมาก เธอนั่งดูผมค่อยๆแกะสลักหินอย่างตั้งใจอยู่หลายชั่วโมง จนผมทำเสร็จก็พบว่าเธอหลับไปเสียแล้ว เวลาที่เธอหลับช่างดูเหมือนกับเด็กสาวไร้เดียงสาไม่มีผิด ทำไมเธอถึงดูน่ารักเสียขนาดนี้ ผมอุ้มเธอไปนอนที่เตียง ส่วนตัวผมนั้นนั่งมองดูหลับจนในที่สุดผมเองก็ผล็อยหลับไป เมื่อผมตื่นขึ้นเธอก็ไปเสียแล้ว เธอทิ้งข้อความไว้ในกระดาษแผ่นเล็กๆว่า “วีนัส กับ วัลแคน”

...หลังจากนั้นไม่นาน เรา 2 คนก็ได้เดินทางไปปารีสด้วยกัน มันช่างเป็นเวลาแห่งความสุขที่ยากจะลืม และในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะบอกความในใจออกไป ช่างเป็นความบังเอิญที่แสนวิเศษอย่างมากเพราะมันเป็นวันคริสมาสพอดี ท่ามกลางแสงไฟในปารีส ความเหน็บหนาวที่แทงลึกเข้าไปถึงกระดูก เรา 2 คนยืนดูหอคอยเหล็กที่กำลังก่อสร้าง ผมมองไปหาเธอช้าๆเพื่อไม่ให้เธอรู้ตัว ใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของเธอบวกกับความไร้เดียงสาของเธอ มันเริ่มทำให้ผมรู้สึกลำบากใจขึ้นมาแล้วสิ แต่ทันใดนั้นเธอก็รู้ตัวและพูดขึ้นว่า “มีอะไรหรือ...” ผมตัดสินใจทำใจแข็งเพียงแค่เสี้ยววินาที “ฉันรักเธอนะ ฉันรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้ว... คบกับฉันนะ...” ผมพูดออกไปแล้ว เหมือนกับว่าโลกทั้งใบมันหยุดนิ่ง ไม่มีเสียงใดๆ เธอคงปฏิเสธผมอย่างแน่นอน ผมจึงพูดขึ้นว่า “อ่า...ฉันมันแค่ศิลปินจนๆคนหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์ที่จะรักคนอย่างเธอได้อยู่แล้ว... ฉัน ขอ...” ยังไม่ทันจบประโยค เธอก็หอมแก้มผม “จ๊ะ...ฉันก็รักเธอเหมือนกัน” เธอพูดเบาๆด้วยความเขินอาย หลังจากนั้นเรา 2 คนก็มองไปยังหอคอยเหล็กนั้นและให้คำสัญญาว่า...

 

“หอคอยนี้สร้างเสร็จเมื่อไร...เราก็จะแต่งงานกัน” 

 

คำมั่นสัญญานี้ทำให้ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับเธอ เพื่ออนาคต เพื่อครอบครัวของเรา... ผมเริ่มรับงานเยอะขึ้นและก็เริ่มมีชื่อเสียงด้วยเช่นกัน ระหว่างนี้นางฟ้าของผม เธอก็ตั้งใจศึกษาสูตรน้ำหอมกับเพื่อนสนิทของผมอย่างตั้งใจ ผมค่อยๆยกระดับฐานะของตัวเองขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เก็บเงินได้กองใหญ่ ผมก็ได้ซื้อสตูดิโอหรูแห่งใหม่ใจกลางเมือง ผมกลายเป็นคนที่มีฐานะและมีชื่อเสียงไปทั่วจนไปถึงอิตาลี ในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิต ผมเองก็ได้ไปเยือนฟลอเรนซ์โดยคำเชิญจากกลุ่มคณะศิลปินผู้มีชื่อเสียง พวกเขาได้ขอให้ผมแกะสลัก “วีนัส” เพื่อใช้ประทับน้ำพุแห่งใหม่ใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ ผมรับปากว่าจะทำให้ ในใจผมเองก็มีแผนการที่วางไว้เพื่อทำให้ “เธอ” ประหลาดใจจากงานชิ้นนี้ หลังจากที่ผมได้พบปะกับเหล่าศิลปินคนสำคัญแล้ว ผมก็ปลีกตัวออกมาเพื่อไปพบคนที่ผมรักที่สุดในชีวิต ผมกับเธอเข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งในป้าแห่งนั้น มีซากโบสถ์เก่าแก่อยู่ มันช่างเงียบสงบตามแบบที่ผมต้องการ เรา 2 คนแต่งงานกันอย่างไม่เป็นทางการในโบสถ์กลางป่าแห่งนี้ ผมได้ขอให้ช่างเงินทำแหวนขึ้นมา 2 วงแต่ละวงสลักชื่อของเรา ผมได้ใส่แหวนชื่อของเธอไว้และเธอก็ใส่ชื่อของผม มันเป็นเหมือนเครื่องเตือนคำมั่นสัญญาของเราทั้งคู่ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ก็ลึกซึ้งขึ้น พวกเรามีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกันในสตูดิโอ ซึ่งมันทำให้ผมยิ่งเชื่อมั่นและผูกพันกับเธอมากขึ้นกว่าเดิม... เมื่อระยะเวลาผ่านไป ผมเองก็คอยฟังข่าวว่า “หอคอยเหล็ก” จะสร้างเสร็จเมื่อไรและเตรียมพร้อมที่จะเข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการ ในช่วงนี้ “เธอ” ก็ได้ใช้เวลาอยู่ที่โรงงานน้ำหอมมากขึ้นเช่นกันอยู่กับเพื่อนสนิทของผมเพื่อให้เขาสอนงานให้เธอ แต่ผมเองก็เริ่มรู้สึกระแวงมันมากขึ้นเรื่อยๆเพราะมีข่าวลือไม่ค่อยสู้ดีนักมาจากหลายๆแหล่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ผมเองก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้มันเป็นเพียงแค่ความคิดและข่าวลือเท็จที่ไม่มีวันเป็นจริงได้....

 

“วีนัส กับ มาร์ส” 

 

...แต่ดูเหมือนว่า...ข่าวลือนั่นจะกลายเป็นความจริง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอถามผมขึ้นเล่นๆว่า “ถ้าหากเราเลิกกัน เพื่อนของผมจะเป็นคนที่จะรับเธอไปดูแลต่อ” เธออาจคิดว่ามันเป็นมุขตลก แต่ผมขำไม่ออกเลยสักนิด จากสิ่งที่เธอพูดนี้มันเป็นเหมือนเพลิงแค้นในใจมันค่อยๆถูกจุดขึ้นมาอย่างช้าๆ หลังจากนี้มันจะระเบิดออกมาและความอาฆาตแค้นเกินคาดคิดจะทำลายทุกสิ่ง รวมทั้ง “ความเป็นคน” ของผมด้วย ผมพยายามทำใจให้สงบและทำงานต่อไปโดยไม่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ของเรา ตอนนี้ “เพื่อนสนิท” ของผมมันก็ได้เป็นทหารสมใจแล้ว ติดยศร้อยโทได้ประจำการใกล้บ้านเสียด้วย คงเป็นเพราะเส้นสายของพวกนิยมกษัตริย์ที่สนับสนุนตระกูลของมัน แต่ด้วยเหตุนี้ที่ทำให้มันเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนที่สุภาพเรียบร้อยกลายเป็นทหารที่หยาบคายและไร้มรรยาท มันเองก็เริ่มที่ทำพฤติกรรมชู้สาวกับเธออย่างเปิดเผยมากขึ้นทุกวัน แต่ทุกคนกลับดูสนับสนุนทั้งคู่มากกว่าผมเสียอีก ใครๆก็บอกว่า “สมกันจะตายไป” จนในที่สุดแล้วผมจำเป็นต้องหนีจากฝรั่งเศสเพื่อให้หนีพ้นจากข่าวลือนั้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายได้ยินข่าวมาเป็นพักๆ จนในที่สุดแล้วผมได้ตัดสินใจกลับไปเพื่อตกลงกันให้หายข้องใจ แต่ลึกๆในใจของผมแล้ว ก็รู้ว่าเธอนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วเพราะเธอไม่เคยมองหน้ามองตรงๆอีกเลย...

เรา 3 คนได้นัดคุยกันที่ร้านกาแฟที่ผมได้เจอเธอครั้งแรก แต่บรรยากาศนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ความบาดหมาง ความเจ็บปวด มันรวมกันอยู่ในช่วงเวลานั้น ผมกับเธอนั่งโต๊ะเดียวกัน เรา 2 คนนั่งเงียบ ส่วนอีกโต๊ะหนึ่ง “เพื่อนสนิท” ของผม มันส่งเสียงโวยวายกับเหล่าเพื่อนทหารที่หยาบคายของมัน ผมมองหน้าเธอ พยายามจ้องหน้าของเธอ เธอเองพยายามมองหน้าผมเหมือนกัน แต่ไม่ทันไร เธอก็หลบตาผมไป ผมรู้แล้ว...ว่ามันจบลงแล้ว ความหวังของผม คำมั่นสัญญาของเรา ผมเอ่ยกับเธอเป็นครั้งสุดท้าย... “เรื่องของเรามันคงต้องจบลงตรงนี้สินะ...ขอให้โชคดี” ผมลุกออกไปโดยไม่สนใจว่าเธอจะเป็นอย่างไร ผมพยายามเดินออกมาจากร้านนั้นให้เร็วที่สุด กึ่งเดินกึ่งวิ่ง แต่ก็ไม่วายที่จะได้ยินเสียงตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจของเหล่า “เพื่อนสารเลว” พวกนั้น ผมตั้งใจว่าจะกลับไปที่สตูดิโอ แต่ทว่าก็กลับไปไม่ถึง ผมรู้สึกว่าหมดสิ้นซึ่งความหวังไปแล้ว ไม่อยากที่จะกลับไปทำงานต่อแล้ว รู้สึกสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว ความประจวบเหมาะวนย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่สำหรับผม... วันๆนั้นเป็นวันวาเลนไทน์...ผมเลิกกับเธอในวันวาเลนไทน์ เหมือนกับสวรรค์กลั่นแกล้งยังไงก็ไม่รู้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว ผมทั้งรู้สึกโกรธแค้นและเกลียดชังพระเจ้า นับตั้งแต่นั้นมา ผมก็เอาแต่ดื่มเหล้าผลาญสมบัติที่ผมสะสมไว้เพื่อแต่งงาน การโกรธแค้นต่อพระเจ้าทำให้ผมพยายามจะเผาโบสถ์แห่งหนึ่ง ซึ่งผมเป็นสร้างรูปแกะสลักทั้งหมดในโบสถ์แห่งนั้น แต่ว่าโบสถ์คงยังไม่ถึงฆาตของมัน การไล่ทำลายผลงานของตัวเองในความคิดของผมในตอนนั้น มันเป็นเหมือนการล้างทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเริ่มต้น...

 

“การล้างแค้น” 

 

...ตามตำนานโรมัน เทพีวีนัสที่เคยครองคู่กับวัลแคน ได้มีชู้รักกับมาร์ส ซึ่งมาถึงจุดนี้มันก็เป็นจริงดั่งที่ตำนานกล่าวทุกอย่าง แต่ไม่เคยมีใครรู้ตอนจบของเรื่องราวนี้... วันหนึ่งหลังจากที่ผมดื่มเหล้ากลับมาด้วยความเมามาย ผมนั่งลงในสตูดิโอ มองได้สังเกตเห็นว่ามันดูกว้างขวางและหรูหราเกินไป ที่สำคัญสตูดิโอแห่งนี้มันเกิดขึ้นมาเพราะแรงบันบาลใจจาก “เธอ” มันช่างเป็นอะไรที่งี่เง่าและน่าหัวเราะเยาะเสียจริง ผู้ชายที่โง่เขลาถูกผู้หญิงที่ไม่เคยรักตัวเองจริงหลอกใช้เพื่อที่เธอจะได้ขโมยแบบแปลนและงานศิลปินไปขาย.... ใช่ละ ผมมันโง่เอง... ผมเอาเหล้าขวดใหญ่เทราดมันไปรอบๆสตูดิโอและกลับมานั่งลงที่กลางสตูดิโออีกครั้ง ผมมองมันเป็นครั้งสุดท้ายที่จะจุดไม้ขีดขึ้นและโยนมันออกไป... ไฟค่อยๆลามออกไปทั่วห้องอย่างรวดเร็ว ทั้งห้องกลายเป็นสีแดงฉานด้วยเพลิง ผมคว้าค้อนกับสิ่วคู่ใจถือมันไว้ในกำมือ บัดนี้ทุกอย่างมันกำลังจะจบสิ้นลงแล้ว ความสิ้นหวังเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีค่าอะไรที่จะมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว... ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรลงไป ความรู้สึกทั้งร่างกายของผมมันก็ค่อยๆหนาวขึ้นเรื่อยๆ ไร้ซึ่งเรียวแรง ผมมองไปที่พื้นห้องใกล้ตัวก็พบว่ามีเลือดไหลนองอยู่ที่พื้นเต็มไปหมด ผมพบว่าสิ่วอันใหญ่มันปักเข้าไปที่อกข้างซ้ายของตัวเอง... ผมกำลังเอาสิ่วตอกเข้าหัวใจตัวเอง ความตายใกล้เข้ามาทุกขณะ สายตาผมเริ่มเลือนรางไป แต่ภาพสุดท้ายในชีวิตของผมควรจะเป็นทุกสิ่งที่ผมทำมาทั้งชีวิต แต่ผมกลับเห็นคนในชุดสีขาวยืนอยู่ที่ประตู ก่อนที่จะหมดสติไป...

 

“น้ำตาของวีนัส” 

 

...ผมตื่นขึ้นในห้องแห่งหนึ่ง ผมคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว แต่กลับยังมีชีวิตอยู่ ความทรงจำของผมค่อยๆปรากฏขึ้นและผมก็นึกออกว่าที่นี่คือที่ไหน... มันคือสตูดิโอโทรมๆแห่งแรกของผมเองและผมก็นึกถึงการเจาะหน้าอกตัวเองที่ไม่น่าจะรอดมาได้ ผมจับหน้าอกข้างซ้ายที่ไร้รอยแผลของตัวเองพบว่ามัน...ไม่เต้น ไม่มีการเต้นของหัวใจ ผมกลายเป็นคนที่ไร้หัวใจไปแล้ว แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ ทันใดนั้นผมก็สังเกตเห็นซองจดหมายสีแดงวางอยู่ที่เตียง ผมแกะมันออกมาอ่าน เนื้อหามีใจความว่า...

 

“นายรอดมาได้เพราะความต้องการของฉัน ฉันต้องการให้นายก็คือ “วีนัสต้องหลั่งน้ำตา และ ฆ่ามาร์ส” ซะ แล้วฉันจะช่วยเผาวิญญาณของพวกมันในอเวจีเอง” 

 

ผมนิ่งไปเพราะช็อค รู้ทันทีเลยว่าเจ้าของจดหมายนี้คือใคร แต่อย่างน้อยเขาคนนั้นก็เป็นคนที่เต็มความหวังที่เปี่ยมไปด้วยเพลิงแค้นให้กับผม นอกจากนี้ยังมอบ “เพื่อนรัก” ให้ผมด้วยอีก 2 ตัว มันคือหมานรก ดวงตาสีแดงฉานที่เห็นเด่นชัดในความมืดทำให้ใครเห็นก็ต้องผวา ซึ่งมันก็เหมาะสมแล้วเพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของการนำพาความตาย... ผมคอยฟังข่าวว่า “พวกมัน” จะไปที่ไหนกัน จนในที่สุดก็ได้ทราบว่าพวกมันได้กลับจากงานแต่งงานของพวกมันในปารีส ผมจึงไปดักคอยกลางทาง...

คืนเดือนมืดที่แสนเหน็บหนาว รถม้าควบเต็มกำลังผ่านป่าตอนกลางของฝรั่งเศส แต่แล้วจู่ๆม้าก็ตกใจและหยุดวิ่ง คนขับรถม้าพยายามสั่งให้ม้าวิ่งต่อไป แต่ม้าพยศอย่างรุนแรงทำให้มันวิ่งหลุดจากตัวรถลากไป คู่บ่าวสาวในรถลากรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ผมค่อยๆเดินย่างเข้าไปอย่างช้าๆพร้อมกับเสียงเห่าอย่างหิวกระหายของหมานรก คนขับรถม้าเห็นพวกเราในความมืด เมื่อเขากำลังจะวิ่งหนี หมานรกก็กระโจนเข้าไปกัดเข้าที่คอของเขา ร่างที่ไร้หัวกระเด็นไปตกที่ประตูรถม้าพอดี “ไอ้สารเลว” เปิดประตูรถม้าออกมาและพบร่างไร้ศีรษะนอนอยู่ “นังทรยศ” กรี๊ดออกมาด้วยความหวาดกลัว “สบายดีมั้ย ไอ้เพื่อนรัก...” ผมกล่าวทักทาย “แกทำบ้าอะไรของแก” มันพูดเสียงสั่น “ก็...ไม่มีธุระอะไรมากหรอก แค่...กูจะมาเอาหัวมึง!!!” ผมพูดจบ มันก็คว้าปืนลูกโม่มายิงใส่ผมทันที ผมทำท่าชะงักไปชั่วขณะหนึ่งและแสยะยิ้มใส่มัน ก่อนที่ขวานศึกเล่มใหญ่ในมือจะจามเข้าใส่หัวของมันเต็มๆ มันคงจะสิ้นใจก่อนที่ขวานจะถูกหัวของมันเสียอีก ร่างของมันหงายหลังลงพื้นราวกับหุ่นฟางที่ถูกขวานฟาดใส่ ผมหยิบปืนของมันขึ้นมาและยิงขึ้นฟ้าก่อน 1 นัด "นังทรยศ" กรีดร้องและค่อยๆโผล่หน้าออกมาดู เธอคงจะคิดว่า "สามีที่รัก" ของเธอฆ่าผมได้แล้ว แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ผมเอ่ยขึ้นช้าๆอย่างเลือดเย็น... "ตั้ง - ใจ - ดู - ให้ - ดีๆ - นะ" ผมเหนี่ยวไกปืนยิงไปที่ศพอย่างๆช้าๆ...ทีละนัด...ทีละนัด ทุกนัดที่ยิงออกไปเลือดจากศพก็สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณนั้นจนข้างหนึ่งของรถม้าอาบไปด้วยเลือด หลังจากที่กระสุนออกไปจากรังเพลิงหมดแล้ว ผมก็หยิบขวานขึ้นมาและฟาดขวานใส่ร่างของมันนับครั้งไม่ถ้วนจนใบขวานถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยเลือดด้วยเช่นกัน ส่วน “นังทรยศ” นั่งตัวแข็งอยู่ในรถม้า ผมเข้าไปหาเธออย่างช้าๆ “ไม่ต้องกลัวนะ...คนดี” ผมลูบหัวเธอเบาๆให้เธอหายกลัว แต่เธอก็สั่นไม่ยอมหยุด ผมอุ้มเธอออกไปจากที่นั่น พร้อมด้วยหมานรกที่คาบศพ “ไอ้สารเลว” ไปด้วย... ไม่เคยมีใครรู้ว่ารถม้าของคู่บ่าวสาวหายไปไหน แต่มันไม่เคยกลับถึงห้องหออีกเลย...

...ผมกลับไปที่สตูดิโอและเริ่มสร้างผลงานอีกครั้งหนึ่ง... ผมค่อยๆถลกหนังและแล่เนื้อออกจากร่างไร้วิญญาณให้หมานรกกินจนเหลือแต่กระดูก ส่วนหนังผมเก็บใส่ย่ามไว้ สำหรับเลือด...ผมก็ผสมเข้ากับไวน์จากโรงงานของ "ไอ้สารเลว" นั่นเอง รสชาติมันกลมกล่อมขึ้นเป็นกองเลยละ... จากนั้นผมก็เอากระดูกมันทุบจนรายละเอียดเป็นผงและผสมมันเข้ากับปูนที่เข้าสำหรับปั้น “วีนัส” ตามใบสั่งของสมาคมศิลปินในฟลอเรนซ์ ผมจับเธอมัดและปั้นรูปวีนัสขึ้นล้อมตัวเธอ เธอพยายามอ้อนวอนขอชีวิตอย่างเวทนาและบอกว่ารักผมสุดหัวใจ คำว่า “รัก” สำหรับผมมันไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปแล้ว... ก่อนที่ผมจะฆ่าเธอ ผมให้เธอสารภาพบาปทุกอย่างกับผม ผมเลยถามถึง “คำมั่นสัญญา” ว่าเธอจำมันได้รึเปล่า เธอบอกว่าจำมันได้ ผมเงียบนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า... “เธอรักษาสัญญา...แต่ว่า...มันก็ไม่ได้ใช้กับฉัน...แต่กลับไปกับไอ้สารเลวนั่นแทน!!!” เธอเงียบไปด้วยใบหน้าที่สำนึกผิด “ฉันขอ...” ยังไม่ทันจบประโยค ผมก็ใช้มีดค่อยๆปาดหอหอยของเธอ กรีดมีดผ่านเนื้อและหลอดเลือดอย่างช้าๆ...ช้าๆ เธอดิ้นพล่านและพยายามเอาชีวิตรอดเป็นครั้งสุดท้าย เลือดสีแดงสาดกระเซ็นและไหลลงไปภายในช่องว่างของตัวเธอกับปูน ผมมองหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้ายและเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าชาติหน้ามีจริงก็ขอให้เราได้กลับมารักกันอีกครั้ง...ลาก่อนนะ...ที่รัก ขอให้หลับให้สบายนะ” น้ำตาของเธอไหลออกมาด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวต่อความตาย ผมจึงจูบเธอครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะสิ้นใจ...

ผมปั้น “วีนัส” จนเสร็จและส่งไปให้กับสมาคมศิลปินในฟลอเรนซ์ ผมเผาสตูดิโอแห่งนั้นและออกเดินทางอีกครั้ง สำหรับย่ามที่ใส่หนังของ "ไอ้สารเลว" ผมได้ส่งไปยังกองตำรวจลับของรัฐบาลฝรั่งเศสที่คอยจับกุมพวกนิยมกษัตริย์ โดยทิ้งข้อความว่า "ไม่คิดค่าหัว" แต่เล่นเอาตำรวจทั้งกองแตกตื่นและวิ่งหาตัวผมกันใหญ่... หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ยินข่าวมาว่า รูปปั้มวีนัสที่ผมสร้างขึ้นก็ถูกประทับที่น้ำใจกลางเมืองและเปิดใช้งานในวันวาเลนไทน์พอดี คู่รักมากมายมาร่วมเปิดน้ำพุแห่งความรักนี้ แต่เมื่อเปิดน้ำเข้าไปก็ได้ปรากฏสิ่งที่น่าสยดสยองออกมาในทันที น้ำที่ไหลออกมาจากรูปปั้นนั้นมีสีแดงเลือด มีช่องน้ำพิเศษที่ไหลออกมาจากรูปปั้นบริเวณดวงตาทำให้ “วีนัส” ร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด นับจากนั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของ “น้ำพุโลหิตแห่งฟลอเรนซ์” ก็มีชื่อเสียงไปทั่วยุโรปและถูกจดจำไว้ในฐานะ...

 

“วาเลนไทน์สีเลือด!!!”

14/2/2011

edit @ 19 Feb 2011 02:37:04 by เจ้าชายชามะนาว

Comment

Comment:

Tweet

sad smile sad smile sad smile sad smile

#2 By 0[]0 Blood-Kung 0[]0 on 2011-03-21 20:56

สนุกแฮะ =A= แต่กระผมมันคนไม่มีคู่ ไม่มีโอกาสแม้แต่จะอกหักหรือโดนทรยศเช่นนี้

#1 By . on 2011-02-14 20:55