Ж : Waltz : Valentine Blood & The Rose Blood

posted on 22 Jan 2011 02:23 by greathonor
Ж
 

“คุณเชื่อถือใน “ความรัก” มากแค่ไหน…”

 

“…สีแดงของดอกกุหลาบถือเป็นสีซึ่งเป็นตัวแทนของความรัก…”

 

“แต่หากว่า…”

 

“…ความรักที่อันหอมหวานกลับกลายเป็นยาพิษที่ฆาตชีวิตอย่างไร้ความปราณีละ…”

 

“…และหากว่า สีแดงนั้นไม่ได้เป็นเพียงสีของกุหลาบละ…”

 

“ลอง…ขยี้ดอกกุหลาบทั้งช่อด้วยมือเปล่า…”

 

“จะเกิดอะไรขึ้น!!!”


 

…น่ารังเกลียด น่ารังเกลียดที่สุด ไอ้สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” นี่ ผู้คนที่โง่เขลาต่างมัวเมากับมันอย่างไรความคิด… “ไร้เดียงสา” ช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้ มนุษย์ผู้ต่ำต้อย หลงมัวเมากับสิ่งที่น่ารังเกลียดได้ขนาดนั้น …และแล้วก็ครบรอบอีกปี 1 ของวันบ้าๆนี่ วันที่หลายคนเฝ้ารอคอยมัน วันที่จะได้มอบดอกกุหลาบสีแดงให้กับคนที่รัก วันที่จะได้กินช็อกโกแลตที่แสนหอมหวานจากคนที่ชอบ วันที่จะบอกรักกับคนที่แอบชอบมานาน งี่เง่าชะมัด จะงมเงยกันไปถึงไหน… เข้าใจอะไรผิดกันรึเปล่า…วันวาเลนไทน์น่ะเกิดมาเพราะอะไรรู้มั้ย…คนๆหนึ่ง ที่เชื่อว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์ยอมเสียสละตัวเองให้ถูกตรึงกับ กางเขนแล้วเห่ประจานไปทั่วเมือง รู้มั้ย…ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนกับการที่ต้องเสียเลือดจนตาย รู้มั้ย…ว่าถูกตรึงกางเขนมันเจ็บปวดแค่ไหน เลือดทุกหยดของนักบุญนั่นจะเปลี่ยนโลกได้จริงๆอย่างนั้นรึ ต้นกำเนิดของวันนี้มันก็มาจากเลือดนั่นละ มาจากความตายของคนๆหนึ่งที่มนุษย์หน้าโง่หลายหน้าไม่เคยรู้จัก นักบุญวาเลนไทน์รู้มั้ยว่าท่านตายอย่างเสียเปล่า…หลายคนไม่เคยจดจำว่าท่าน ได้ทำอะไรไว้ พวกมันแค่คิดว่า วันนี้เป็นเพียงวันที่จะได้มอบกุหลาบและกินช็อกโกแลตอันหอมหวานจากคนรัก โอบกอดกัน จูบกัน ทั้งหมดนี่มันก็เป็นเพียงแค่ “คำลวง” ของพวกมนุษย์หน้าโง่เท่านั้นละ มันทำให้ฉัน….

 

“เกลียด”

 

…เกลียด วันบ้าๆนี่ ตัวฉันเองก็เคยมีประสบการณ์ที่โง่เขลาแบบนี้เหมือนกัน… มันนานมากแล้วละนะ… ฉันเองก็เคยหลงมัวเมาในสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” เหมือนกัน ฉันเองก็เคยมีคนรักคนหนึ่ง เขาเป็นผู้ชายที่น่ารักในสายตาของฉัน เขาเป็นคนเรียบร้อยและสุภาพ แต่ที่สำคัญฉันชอบเขาตรงที่เขาขี้อายนี่ละ ตอนนั้นพวกเรายังเป็นเพียงเด็กมัธยมปลาย พวกเราอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งใกล้นครเนเปิล ฉันไม่เอ่ยถึงชื่อ “มัน” คนนั้นแล้วกัน ฉันได้พบรักกับชายหนุ่มเขานี้ในวันวาเลนไทน์ เขากระซิบที่ข้างหูของฉันเบาๆ เอ่ยคำว่า “รัก” ออกมา ตอนนั้นฉันรู้สึกตื่นเต้นมากจนไม่อะไรไม่ถูก ฉันไม่คิดว่าเขาจะพูดอย่างนี้กับฉัน ฉันมารู้ตัวอีกที…ฉันก็จูบกับเขาไปแล้ว นั่นเป็นจูบแรกของฉันและนี่ก็เป็นความรักครั้งแรกและครั้งเดียวของฉัน… เมื่อครบรอบวันวาเลนไทน์ของทุกๆปี ฉันจะซื้อดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ให้เขาเพราะมันถือว่าเป็นตัวแทนของฉันและเขา ก็จะซื้อช็อกโกแลตมาให้ฉันเหมือนกัน ฉันเริ่มรักเขามากขึ้นเรื่อยๆจนฉันคิดว่าจากนี้ไป ฉันคงจะไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว และ13วันก่อนครบรอบ 3 ปีที่เราได้คบกัน เราทั้ง2คนก็มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกัน ฉันให้เขาไปหมดแล้วทั้งร่างกายและจิตใจ ฉันเชื่อมั่นว่าเขาจะรักฉันตลอดไป… หลังจากที่จบมัธยมปลาย ชายหนุ่มก็ได้รับการอุปถัมภ์จากพระชั้นสูงองค์หนึ่งในวาติกัน ให้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของวาติกัน เราทั้ง 2 คนต้องจากลากันเป็นครั้งแรก เขาสัญญาว่าจะเขียนจดหมายกลับมาหาฉัน ในช่วงแรกๆฉันก็ได้รับจดหมายจากเขาอยู่ เนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่จะพูดถึงกรุงโรมและความรักที่มีต่อฉัน ในช่วงปีแรกฉันได้รับจดหมายถี่มากประมาณ 3 ฉบับต่อเดือนเห็นจะได้ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มน้อยคงฉันคิดว่ามันคงจะเป็นเพราะเขาเรียนหนักและฉันก็ ได้ยินมาว่าที่วาติกันมีการทดสอบที่หนักเอาเรื่อง ฉันลืมบอกไปว่า ฉันเองหลังจากที่จบการศึกษาแล้ว ฉันเองก็ได้เปิดร้านดอกไม้เล็กๆในเนเปิล ฉันส่งดอกกุหลาบไปให้เขาทุกปี มีช็อกโกแลตกลับคืนมาบ้างซึ่งแค่นั้นก็ทำให้ฉันดีใจมากแล้ว แต่ทว่าช่วงปีต่อๆมา…ถึงแม้จะส่งจดหมายไปเยอะแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่มีการตอบกลับมาแม้แต่ฉบับเดียว…จนกระทั่งวันหนึ่งก็มีจดหมายของชาย หนุ่ม เนื้อความว่า “ให้มาเยี่ยมฉันที่โรมหน่อย แล้วฉันจะพาเธอเที่ยวโรมเอง” ฉันเองก็รู้สึกดีใจเอามากๆถึงแม้ว่าจะช้าไปหน่อย ในจดหมายนั้นได้บอกวันเวลาที่ฉันต้องไป แต่ว่าฉันรู้สึกดีใจจนอยากจะพบเขาเร็วๆ ฉันจึงไปก่อนหนึ่งวันและฉันเองก็ไม่ลืมหยิบช่อกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ไปด้วย เพราะวันที่ชายหนุ่มนัดฉันก็คือวัน “วาเลนไทน์” นั่นเอง ฉันไม่หลับเลยตลอดเวลาที่อยู่บนรถไฟ ฉันคอยดูแลกุหลาบขาวเหล่านั้นเป็นอย่างดี เมื่อไปถึงโรม ฉันตามหาบ้านของชายหนุ่มจากที่อยู่ในจดหมาย แต่เขาได้นัดฉันในจดหมายว่าจะมาพบฉันที่สถานีรถไฟ แต่ฉันไม่สามารถอดใจรอได้ รถไฟเข้าถึงโรมในกลางดึกและฉันก็รีบไปหาเขาโดยทันที…

 

“หลอกลวง”

 

…ชาย หนุ่มอาศัยอยู่ในตึกแถวในบริเวณชานเมือง ฉันสอบถามเจ้าของตึกแถวว่าชายหนุ่มอยู่ห้องหมายเลขอะไร เมื่อทราบแล้วฉันก็รีบไปที่ห้องนั้นด้วยความรู้สึกดีใจอย่างที่สุด …ฉันหยุดยืนที่หน้าประตู ฉันพยายามสงบจิตใจให้เป็นปกติและเมื่อหัวใจที่เต้นรัวกลับเข้าสู่สภาพวะปกติ แล้ว ฉันจึงเคาะประตูห้องนั้น… แต่ทว่าประตูห้องนั้นเปิดออกก่อน ภาพที่ฉันเห็นก็คือ แม่ชีสาวผู้หนึ่งกำลังจูบกับคนที่ฉันรักต่อหน้าต่อตาฉัน ดูเหมือนพวกเขาทั้ง2จะเพิ่งสมรักกันเสร็จ การจูบนั้นกินเวลาไม่ถึง2วินาทีด้วยซ้ำไป แต่สำหรับฉันแล้วมันเหมือนยาวนานเป็น10ปี มือที่ถือช่อกุหลาบสีขาวเริ่มกำแน่น…และแน่นขึ้นอีก…และแน่นขึ้นอีก ทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ร่างกายของฉันสั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวด ความเจ็บปวดของหัวใจ ที่ถูกทรยศ หักหลัง ต่อหน้าต่อตา ฉันยืนนิ่งไปในขณะที่ชายหนุ่มพูดอธิบายต่างๆนานา ฉันไม่ได้ยินอะไร ไม่ได้ยินอะไรเลย และเมื่อเขาจะเขย่าตัวของฉัน ฉันเอาช่อกุหลาบปัดมืออันน่ารังเกลียดของเขาออกไปและวิ่งหนีอย่างไร้จุด หมาย… หลังจากที่ฉันวิ่งมาได้ไม่นานนัก ฉันก็รู้สึกตัวและพยายามตั้งสติอีกครั้งหนึ่ง ฉันมองไปที่ช่อกุหลาบสีขาวที่ฉันถืออยู่ แต่ทว่า…บัดนี้มันไม่ได้เป็นสีขาวบริสุทธิ์เหมือนเดิมอีกต่อไป มันกลายเป็นสีแดง…

 

“สีแดงเลือด…”

 

…เพราะ มือที่กำไว้จนแน่น ฉันไม่รู้ว่าเล็บของฉันจิกฝ่ามือของตัวเองจนเลือดไหลออกมาเพราะฉันไม่รู้สึก เจ็บเลยแม้แต่น้อย ที่เจ็บมากกว่าก็คงจะเป็นหัวใจที่แตกสลายและสับสนอยู่ในขณะนี้ เลือดค่อยๆไหลรินออกมาและไหลลงไปที่ช่อดอกไม้นั้น ฉันค่อยๆขยี้ช่อกุหลาบนั้นทั้ง2มืออย่างเต็มแรง กุหลาบเหล่านั้นแตกสลาย เช่นเดียวกับหัวใจของฉัน…ฉันถูกคนที่ฉันรักที่สุดในชีวิตทรยศในวันวาเลนไท น์นี่เอง ฉันมันโง่เองที่ไปหลงเชื่อคำพูดสกปรกนั่น จดหมายทั้งหมดล้วนแต่เป็นขยะของความรู้สึก มันไม่มีค่าอะไรกับฉันอีกแล้ว ฉันไม่เหลือสิ่งใดแล้ว… ฉันเริ่มเดินอีกครั้งโดยไม่รู้ว่าจะที่ไหนดี ฉันเดินผ่านตรอกต่างๆไปเรื่อยๆทั้งที่มือทั้ง2ข้างยังเต็มไปด้วยเลือดที่ไหล ออกมาไม่หยุด ฉันหยุดเดินในที่สุด ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าอยู่ที่ไหน ฉันค่อยๆนั่งลงอย่างเหม่อลอย ฉันรู้สึกว่าโลกทั้งใบมันมืดมน ไม่มีทางออก ไม่ทางแก้ไขได้อีกต่อไป ในที่สุดมือที่ค่อยๆไร้ความรู้สึกของฉันก็คว้าบางอย่างออกมาจากกระเป๋า มันคือมีดปลอกผลไม้นั่นเอง ฉันค่อยๆกรีดมีดลงที่ข้อมือทั้ง2ข้างให้เลือดไหลออกมา ฉันไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ฉันรู้ว่าฉันไม่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว… ตาของฉันค่อยๆพร่ามัว “ฉันกำลังจะตาย” ฉันพัมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วก็เหมือนมีคนเดินเข้ามาใกล้ฉัน ชายร่างสูงใส่ชุดสีขาว หน้าตาคม ดูหล่อเหลา ฉันเห็นปากของชายคนนั้นขยับ แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร ฉันได้ยินเพียงแค่ว่า…

 

“ความตาย กุหลาบสีแดงเลือด และ ความอาฆาต”

 

…ปาก ของฉันขยับช้าๆ โดยทั้งๆที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ฉันกำลังหมดแรงและรู้สึกหนาว เมื่อปากของฉันหยุดขยับ ชายร่างสูงผู้นั้นก็จุมพิตเข้าที่หน้าผากขอฉัน ฉันเห็นภาพทุกอย่างชัดเจนขึ้นมาทันที…ชายร่างสูงคนนั้น ไม่ใช่คน!!! เพราะเขามีปีกอยู่ข้างหลัง ข้างหนึ่งสีดำอีกข้างหนึ่งสีขาว ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ แต่วินาทีต่อมาฉันก็หมดสติไป… ฉันตื่นขึ้นเพราะเสียงเพลง มันเป็นเพลงจังหวะวอลทซ์ ฉันไม่รู้ว่าเนื้อเพลงกล่าวถึงอะไร แต่ก็สามารถเข้าใจถึงความรู้สึกของเพลงที่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด คับแค้น และอาฆาต น้ำตาค่อยๆไหลจากดวงตาทั้ง2ข้าง ฉันทิ้งร่างให้นอนบนพื้นที่เย็นเฉียบก่อนที่ฉันจะรู้สึกตัวขึ้นได้ว่า…ฉัน อยู่ที่ไหน ฉันมองไปรอบๆห้องมืดแห่งนี้และความทรงจำก็ค่อยๆผุดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ฉันอยู่ในร้านของฉันเองที่เนเปิล ห้องไม่ได้มืดสนิทแต่ทั้งห้องกลายเป็นสีแดง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ฉันค่อยๆลุกขึ้นและสำรวจร่างกายของตัวเอง แต่แล้ว…ฉันก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าร่างกายนั้นไม่เหมือนอย่างที่เป็น ฉันดูสูงวัยมากขึ้น ฉันอยู่ในร่างของหญิงสาวอายุประมาณ 25 - 28ปี บาดแผลทั้งหมดหายไปราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ฉันมองตัวเองในกระจก ฉันรู้ทันทีว่าร่างเดิมนั้นได้จบลงแล้ว พร้อมกับวิญญาณที่แตกสลายไป แต่ฉันยังไม่ตาย…ทำไม? ทันทีความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว ฉันก็สังเกตเห็นจดหมายสีขาวสะอาดวางอยู่บนเก้าอี้สีแดงเลือดกลางห้อง ฉันค่อยๆแกะมันออกและอ่านข้อความในจดหมายนั่น….

 

“ความ ตายพรากความทุกข์ทรมานแสนสาหัสไป ร่างกายเดิมแตกสลายไปพร้อมกับวิญญาณที่หลงผิด กำเนิดเริ่มต้นใหม่ด้วยกุหลาบสีเลือดและดำรงอยู่ด้วยความอาฆาตแค้น ความรักเป็นเพียงภาพลวงหลอกตาที่ทำให้โง่เขลา เจ้าจักทำลายความรักด้วย ความตาย กุหลาบสีเลือด และ ความอาฆาต นับจากนี้…ตลอดไป”

 

…จดหมาย นั่นทำให้ฉันเข้าใจว่าทำไมฉันถึงยังไม่ตายและรู้ว่าใครเป็นผู้ให้โอกาสครั้ง ใหม่นี้ ฉันปิดร้านดอกไม้และเก็บตัวแต่อยู่ในร้านเพื่อปลูกดอกกุหลาบและเมื่อครบรอบ วันวาเลนไทน์ของทุกๆปีฉันก็จะออกเดินตระเวณไปทั่วเมืองในเวลากลางคืน เมื่อพบคู่รักที่ไร้เดียงสาทั้งหลาย ฉันก็ฆ่าพวกมันอย่างเลือดเย็น ฉันรู้ตัวว่าฉันเริ่มไร้ความรู้สึก ไม่เจ็บปวด ไม่เกรงกลัว ไม่รู้สึกรัก ไม่อิจฉา… จนกระทั่งในที่สุด ไอ้คนทรยศมันก็กลับมาที่เนเปิลนี้พร้อมกับชู้รักของมัน พวกมันเดินเที่ยวกับอย่างมีความสุขและไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ มันคงคิดว่าตัวเองได้เป็นถึงผู้ช่วยพระชั้นสูงที่มีอำนาจล้นฟ้า เลยไม่มีใครกล้าทำอะไรมัน… ฉันยังจำวันนั้นได้ดี วันที่ฉันได้ฆ่ามันด้วยมือของฉันเอง… ณ สามแยกในแถวชานเมืองเนเปิล ความมืดเข้าครอบคลุมเมือง กลิ่นอายของความตายเริ่มฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งเมือง มีเพียงแสงจากตะเกียงบนยอดเสาของสามแยกนั้นที่ดูเหมือนจะสามารถปกป้องภัย อันตรายได้ มันและชู้รักของมันหยุดเดินและเริ่มจูบกันที่สามแยกแห่งนั้น ฉันค่อยๆย่างก้าวอย่างช้าๆเข้าไปหาพวกมัน บรรยากาศที่เย็นเยือกปกคลุมบริเวณนั้นทั่ว เสียงรองเท้าของฉันกระทบกับพื้นถนนที่ปูด้วยหิน เสียงดังกังวาน พวกมัน2คนเริ่มรู้สึกตัวว่ามีภัยกำลังคืบคลานเข้ามา มันพวกกอดกันกลม พวกมันจ้องมาหาฉันในความมืด จนในที่สุดแสงไฟกระทบกับใบหน้าของฉัน… “ยังจำฉันได้ไหม…” ฉันเอ่ยช้าๆ พวกมันทั้ง2คนยืนแข็งเป็นหินด้วยความกลัว ไอ้คนทรยศดูเหมือนมันจะได้สติขึ้นมา มันพยายามพูดและยิ้มให้กับฉัน ฉันได้แต่ยืนดูความน่าสมเพชของมัน มันค่อยๆเดินเข้ามาฉันอย่างช้าๆ ฉันเปลี่ยนร่มคันใหญ่ของฉันให้กลายเป็นมีดในความมืด และไม่กี่ก้าวก่อนที่มันจะเดินมาถึงตัวฉันและพร่ามเรื่องไร้สาระและข้อแก้ ตัวที่อันน่าขยะแขยง ฉันได้ปาดมีดออกไป…มันหยุดเดินและความเงียบก็เกิดขึ้นทันในทันที วินาทีต่อมาเสียงของเหลวไหลลงกระทบกับพื้นค่อยๆดังขึ้น คนทรยศเอามือกุมคอหอยของตัวเอง เลือดไหลทะลักออกมาราวกับสายน้ำ ชู้รักมันกลัวมากและพยายามจะวิ่งหนี ฉันจึงเปลี่ยนกุหลาบในมือให้กลายเป็นแส้หนามกุหลาบและฟาดไปที่ตัวของมัน ค่อยๆลากตัวมันเข้ามาใกล้ ใกล้อีก และ ใกล้อีก บังคับให้มันดูคนที่มันรักค่อยๆตายอย่างช้าๆ หลังจากนั้นฉันค่อยๆใช้มีด หั่นเนื้อของมันออกอย่างช้าๆในขณะที่ลมหายใจของมันใกล้หมดเต็มที เสียงครวญครางดังระงมไปทั่วบริเวณนั้น แต่มีใครได้ยินเพราะอำนาจบางอย่างได้ทำให้สถานที่แห่งนี้ ถูกแยกออกให้อยู่โดดเดี่ยว ฉันบังคับให้ชู้รักดูร่างของคนรักค่อยๆถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนในที่สุดมันก็ไม่อาจจะทนเห็นอีกต่อไป มันใช้มือทั้ง2ข้าง ควักลูกตาของตัวเองออกมา…เลือดไหลนองไปทั่ว กลิ่นคาวเลือดกระจายไปทั่วในคืนนั้น และเช้าวันต่อมา ผู้คนในเมืองต่างต้องสยดสยองกับภาพที่เห็น เมื่อร่างของผู้ช่วยพระชั้นสูงจากวาติกัน ถูกแขวนกับเสาไฟ ณ สามแยกที่เต็มไปด้วยเลือดนองเต็มพื้น พร้อมด้วยแม่ชีสาวที่ไร้ดวงตานั่งหัวเราะและครวญครางราวกับคนบ้าอยู่ใกล้ๆ ณ ที่นั้นมีกุหลาบช่อหนึ่งทิ้งไว้ มันสีแดงสด ไม่ใช่เพราะความสดใหม่ แต่เป็นเพราะเลือดที่ค่อยๆซึมเข้าดอกอย่างช้าๆ …สำหรับฉันแล้วมันจบลงแล้วสำหรับความคับแค้นที่ฝั่งลึกในใจ แต่ทว่าความจริงแล้ว…มันยังไม่จบ ในทุกๆคืนวันวาเลนไทน์ฉันจะออกตระเวณไปทั่วพร้อมด้วยชุดสีแดงเลือด ร่มคันใหญ่ในมือและช่อกุหลาบสีขาว เสียงโหยหวนจะดังกังวานราวกับบทเพลงวอลทซ์แห่งความตาย เลือดจะหลั่งไหลราวกับสายน้ำที่มันไม่วันหยุดและความอาฆาตจะคงอยู่ตลอด ไป…จากนั้นมาเหตการณ์นั้นได้ถูกโจษจันในนาม…

 

“วาเลนไทน์สีเลือด!!!”

 14/2/2010


edit @ 14 Feb 2011 20:11:10 by เจ้าชายชามะนาว

edit @ 14 Feb 2011 23:46:30 by เจ้าชายชามะนาว

Comment

Comment:

Tweet